[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
   
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     

  

  หมวดหมู่ : คณิตศาสตร์
เรื่อง : การศึกษากับคณิตศาสตร์
blog name : umim
ระดับ : [ มือใหม่ ]
เข้าชม : 359
จันทร์ ที่ 8 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559
      

การศึกษาจะดีขึ้นได้อย่างไร...? | เดลินิวส์
„การศึกษาจะดีขึ้นได้อย่างไร...? แนวความคิดดังกล่าวน่าจะมีกันมานานแล้ว เรามีการปล่อยทิ้งปล่อยขว้างเด็กจำนวนมาก ให้ออกไปจากระบบโรงเรียน เมื่อเขาไม่เชื่อถือหรือศรัทธาในระบบโรงเรียน วันพฤหัสที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 0:18 น. จากข่าวที่ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้หารือกรณีที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายให้เด็กเก่งจับคู่เพื่อสร้างจิตอาสาดูแลช่วยเหลือเพื่อน... ขณะนี้ สพฐ. มีเด็กเก่งที่ผ่านการแข่งขันโอลิมปิกคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ มากถึง 109 คน สพฐ.กำลังประสานทางโรงเรียน ให้เด็กทั้ง 109 คน เลือกจับคู่กับเพื่อนตามความสมัครใจ เพื่อพัฒนาการเรียนร่วมกัน เมื่อผ่านไปหนึ่งภาคเรียน จะประเมินผลการเรียนเด็กที่มาจับคู่ ดูว่ามีการพัฒนาขึ้นหรือไม่อย่างไร... จากข่าวข้างต้น ผู้เขียนดีใจมากที่ผู้หลักผู้ใหญ่หันมามองเห็นสัจธรรมในการเรียนรู้ ขอประเมินผลล่วงหน้าได้เลยว่า เด็กที่มาจับคู่กับเด็กเก่งนั้น จำนวนมากจะมีการพัฒนาขึ้นอย่างแน่นอน ผู้เขียนเชื่อว่า โดยธรรมชาติของคนเราทุกคน มีความต้องการที่จะให้ตนเองเก่งขึ้น...ดีขึ้น... แนวความคิดดังกล่าวน่าจะมีกันมานานแล้ว เรามีการปล่อยทิ้งปล่อยขว้างเด็กจำนวนมาก ให้ออกไปจากระบบโรงเรียน เมื่อเขาไม่เชื่อถือหรือศรัทธาในระบบโรงเรียน ทนถูกย่ำยีเหยียดหยามว่าถ่วงความเจริญจากเพื่อน ๆ และครูบางคนไม่ได้ ต้องออกจากโรงเรียนในระบบไปปีละหลายหมื่นคน ส่วนหนึ่งกลับเข้าศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อีกส่วนคงไปตามยถากรรม แล้วแต่ผู้ชักนำจะพาไป... กระทรวงศึกษาธิการจัดการศึกษาหลายมาตรฐาน มีการช้อนเอาเด็กเก่งไปเรียนในโรงเรียนพิเศษ เช่น โรงเรียนกำเนิดวิทย์ และอีกหลาย ๆ โรง มีการทุ่มเทงบประมาณให้เต็มที่ มีห้องเรียนกว้างขวาง มีเครื่องมือทดลองและอุปกรณ์พร้อม มีนักเรียนห้องละไม่เกิน 20 คน มีครูประจำชั้นห้องละสองคน โดยมีการคัดกรองมาเป็นพิเศษ เป็นโรงเรียนแบบประจำ ทุกอย่างฟรี... เด็ก ๆ ลูกชาวไร่ ชาวนา กรรมกร ไม่ได้เรียนพิเศษ เรียนกวดวิชา แถมได้เรียนบ้างไม่ได้เรียนบ้าง ทั้งอาหารการกินก็กินกันตามมีตามเกิด แล้วจะเอาเรียนดีเรียนเก่งได้อย่างไร โรงเรียนระดับมาตรฐานดี ๆ หรือพอดีบ้าง ก็เข้าไม่ได้ มีบางคนหลุดเข้าไปได้ แต่ก็ได้อยู่ห้องท้าย ๆ ที่ครูเขาสอนทิ้งสอนขว้าง... มีลูกสาวของญาติมาจากบ้านนอก สอบเข้าโรงเรียนระดับจังหวัด ได้อยู่ห้องท้ายสุด เล่าให้ฟังว่า เหมือนตกนรก เวลาครูเข้าสอน นักเรียนมีห้าสิบกว่าคน มีสนใจเรียนอยู่ห้าหกคน นอกนั้นหลับบ้าง เล่นโทรศัพท์มือถือบ้าง ขออนุญาตไปห้องน้ำตลอดชั่วโมง คุยกันบ้าง เล่นกันบ้าง ครูถือหนังสือเข้ามาเล่มหนึ่ง เข้ามาพูด ๆ แล้วก็ออกไป บางคนเข้ามาบ่น ๆ ว่า ๆ แล้วออกจากห้องไป บางคนเข้ามาก็เปิดฉากด่า พอหมดคำด่าก็ออกไป ถ้าจะเอาเด็กห้องท้าย ๆ เหล่านั้นมาสอบถามว่า เขาอยากได้ดีมีอนาคตหรือไม่ เชื่อว่าทุกคนคงตอบว่า อยากได้ดีมีอนาคตทุกคน จะมีครูสักกี่คนที่จะทุ่มเทยอมเสียเวลามาแก้ไขปัญหาเด็ก ๆ เหล่านั้น สอนก็มาก นักเรียนแต่ละห้องก็มีจำนวนมาก จะรู้ปัญหาของเด็กแต่ละคนได้คงยาก ในที่สุดต้องปล่อยไปตามกรรม... พระพยอมท่านว่า ปัญหามีไว้แก้ ไม่ใช่มีไว้กลุ้ม ถ้าเรานั่งคิดหาทางออกของปัญหา บรรดาครูทั้งหลายต้องร่วมกันแก้ปัญหา ถ้ายังติดขัดก็เสนอหัวหน้าสาย หัวหน้ากลุ่ม รองผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการ ถ้าทุกระดับปล่อยวาง ปัญหาก็จะใหญ่โตลุกลามมากขึ้น ถึงระดับประเทศเช่นปัจจุบัน... ผู้เขียนจึงขอเสนอแนวทางแก้ไข ดังต่อไปนี้... ข้อ 1. การจัดห้องเรียน ลดจำนวนนักเรียนแต่ละห้องลง ให้เหลือห้องละ 30 คน เพื่อให้ครูกำกับดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง จัดเด็กระดับเก่ง กลาง และอ่อนคละกัน เชื่อว่าเด็กเก่ง ปานกลาง จะเป็นกรอบดึงเด็กอ่อนให้เรียนดีขึ้นได้ เคยสอบถามเด็กหลายคนว่า ระหว่างเพื่อนอธิบายกับครูอธิบาย ใครอธิบายเข้าใจได้ดีกว่ากัน เกือบทุกคนตอบว่า เพื่อนอธิบายเข้าใจได้ดีกว่า แนวทางนี้ก็เป็นแนวทางเดียวกับที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการชี้แนวทาง ให้ วิธีนี้โรงเรียนบ้านนอกใช้แก้ปัญหากันมานานแล้ว วันไหนครูลากิจ ลาป่วย ก็ให้เด็กเก่งไปช่วยสอนแทน ข้อ 2. เลิกให้เงินอุดหนุนเป็นรายหัว เมื่อให้เงินเป็นรายหัว ผู้บริหารโรงเรียนก็พยายามทำห้องเรียนเพิ่มขึ้น หรืออัดจำนวนนักเรียนให้มีมากขึ้น บางแห่งทำห้องเรียนเพิ่มขึ้นจนกระทั่งเด็กไม่มีที่ออกกำลังกาย เข้าแถวเคารพธงชาติต้องเข้าแถวตามระเบียงห้องเรียน การรับเด็กมากจะมีผลกระทบโรงเรียนรอบ ๆ เมือง หรือโรงเรียนที่ไม่ได้รับความนิยม บางโรงเรียนถึงขนาดต้องยุบไป เงินอุดหนุนก็ได้จำนวนน้อย เช่น มีนักเรียน 100 คน ได้เงินอุดหนุนหัวละ 1,600 บาท จะได้รับเงินเพียง 160,000 บาท ถ้ามีนักเรียน 2,000 คน จะได้เงินมากถึง 3,200,000 บาท และการบริหารจัดการให้ได้คุณภาพก็น่าจะมีขีดจำกัด มีความโลภมากขึ้น อาจถึงขนาดทำความดีลดลงได้ ควรหาวิธีการให้เงินอุดหนุนที่เหมาะสมกว่านี้... ข้อ 3. ครูที่สอน ต้องเป็นคนดีมีความรู้ดี มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรับผิดชอบสูง มีความยึดมั่นต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ต้องวิเคราะห์หลักสูตรวิชาที่สอน จัดทำคู่มือการเรียนการสอน โครงการสอน กำหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม จัดทำข้อสอบระหว่างภาคสองครั้ง ปลายภาคหนึ่งครั้ง นักเรียนทุกคนต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง ไม่ผ่านต้องมีการซ่อมเสริม ข้อ 4. ครูที่ปรึกษา ต้องให้คำปรึกษาถึงการเรียนการสอน จัดให้คิดระดับคะแนนเป็น รู้วิธีตั้งเป้าหมายยกระดับคะแนนของแต่ละวิชา และสรุประดับคะแนนของนักเรียนแต่ละคน...และกำกับให้นักเรียนทำทุกต้นภาค เรียนทุกคน ข้อ 5. ครูแนะแนว จัดหาข้อมูลวิชาชีพต่าง ๆมาให้นักเรียนได้รู้ พานักเรียนไปศึกษาดูงานสถานศึกษาวิชาชีพต่าง ๆ สถานประกอบการต่าง ๆ รวบรวมและจัดทำข้อทดสอบความถนัด การจัดนัดพบสามฝ่าย ครูแนะแนว นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อค้นหาความถนัด ความสนใจ ความต้องการในการศึกษาต่อ เมื่อจบ ม.3 ต้องบอกสาขาอาชีพที่จะไปศึกษาต่อได้ อย่างน้อย 5 สาขาอาชีพ เมื่อจบ ม.6 ก็ต้องบอกได้ 5 สาขาเช่นกัน ข้อ 6. ผู้ปกครอง ต้องให้ความร่วมมือกับโรงเรียน ต้องติดตามการเรียนและผลการเรียนของนักเรียนในความปกครองอย่างสม่ำเสมอ ประสานกับครูที่ปรึกษา ครูแนะแนว และครูประจำวิชา อย่างน้อยภาคเรียนละหนึ่งครั้ง พร้อมทั้งมีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกันได้ตลอดเวลา ผู้บริหาร ผู้มีหน้าที่กำกับดูแล ได้ดูแลอย่างจริงจัง ถ้าจะมีการติดกล้องวงจรปิดทุกห้องเรียน ตามที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการแนะนำน่าจะเป็นการดี ด้วยความเคารพ นายอาคม สมภามา ครูสอนดีจังหวัดราชบุรี และ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ไม่เห็นด้วยในการติดกล้องวงจรปิดดูครูผู้สอน ผู้เขียนเห็นว่า ยุคนี้เป็นยุคที่ต้องการความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุกองค์กรเขามีการตรวจสอบกัน แล้วครูเราจะต้องไปกลัวอะไร ครูบาอาจารย์ก็มีสิทธิตรวจสอบผู้อื่นได้เช่นกัน ถ้าเราทำดีอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวใครที่ไม่ไว้ใจเรา... นายน่วม ห่วงทอง อาจารย์ 3 ระดับ 9 วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี“

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/article/377216


Not Rated stars เฉลี่ย : Not Rated จาก 0 ครั้ง.
รายละเอียดผู้เขียนบทความ blog
blog name :
เจ้าของ blog :
อาชีพ :
สถานที่ทำงาน :
จำนวนบทความใน blog :
ระดับของ blog :
umim
นางสาวราภรณ์ ชิณสงคราม
อื่นๆ
โรงเรียนกระบากวิทยาคาร
1 เรื่อง
[ มือใหม่ ]

คณิตศาสตร์ 5 อันดับล่าสุด

      การศึกษากับคณิตศาสตร์ 8/ก.พ./2559